หน้าแรก
โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ ฯ
กลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
สารบัญ
สาระภูมิศาสตร์
สภาพแวดล้อมทางกายภาพบนพื้นผิวโลก

ภูมิอากาศ

นักภูมิอากาศวิทยาได้พยายามจำแนกลักษณะภูมิอากาศของโลกออกเป็นกลุ่ม ๆ และกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิอากาศนั้น ๆ โดยใช้ค่าเฉลี่ยขององค์ประกอบหลาย ๆ ชนิดเป็นตัวกำหนด อาทิ ละติจูด  อุณหภูมิ หยาดน้ำฟ้า มวลอากาศ พืชพรรณธรรมชาติ เป็นต้น
การแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกโดยใช้ละติจูดเป็นเกณฑ์
           ชาวกรีกเป็นชาติแรกที่ใช้ละติจูดเป็นเกณฑ์กำหนดเขตภูมิอากาศของโลก  โดยใช้หลักที่ว่า  แกนของโลกเอียง 23 องศา 30 ลิปดา กับระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์
ในวันที่ 21 มิ.ย. แสงอาทิตย์ส่องตั้งฉากบริเวณเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ Tropic of Cancer โลกหันขั้วโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ บริเวณเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล Arctic Circle  ละติจูด 66 องศา 30 ลิปดาเหนือขึ้นไป  จะได้รับแสงอาทิตย์ตลอดเวลา     ส่วนบริเวณใต้ เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล Antarctic Circle ละติจูด 66 องศา 30 ลิปดาใต้ลงมา จะเป็นกลางคืนตลอดเวลา ซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อน ขณะที่ซีกโลกใต้เป็นฤดูหนาว เมื่อโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์อีกหกเดือนต่อมา ในวันที่ 21 ธ.ค. แสงอาทิตย์ส่องตั้งฉากบริเวณเส้นทรอปิกออฟแคบริคอร์นTropic of Cabricorn บริเวณใต้เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล  Antarctic Circle ละติจูด 66 องศา 30 ลิปดาใต้ ลงมา จะได้รับแสงอาทิตย์ตลอดเวลา ส่วนบริเวณเหนือเส้นอาร์คติกเซอร์เคิล   Arctic Circle ละติจูด 66 องศา 30 ลิปดาเหนือ  ขึ้นไป จะกลายเป็นกลางคืนตลอดเวลา ซีกโลกใต้เป็นฤดูร้อน ขณะที่ซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาว  จากการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ดังกล่าวทำให้ลมฟ้าอากาศ  weather  เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน เกิดเป็นฤดูกาล
ลมฟ้าอากาศ  weather  หมายถึง สภาวะอากาศของบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามการรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา อาทิ วันที่ 31 มกราคม 2555 ลมฟ้าอากาศบริเวณกรุงเทพมหานคร มีเมฆมากกับมีฝนกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภูมิอากาศ  climate  หมายถึง ลักษณะอากาศของบริเวณใดบริเวณหนึ่งในระยะเวลานาน หรือ ลักษณะอากาศเฉลี่ยของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งในช่วงระยะเวลานาน หาได้จากการจดบันทึกสภาพอากาศประจำวัน ของอุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ แล้วนำผลมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อสรุปหาค่าภูมิอากาศของภูมิภาคนั้น ซึ่งระยะเวลาในการจดบันทึกอาจนานมากกว่า 30 ปี          
 เมื่อนำละติจูดมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกจะแบ่งออกเป็น 3 เขต รวม 5 บริเวณบนโลกได้แก่
1. เขตร้อน torrid zone  อยู่ระหว่างเส้นทรอปิก ออฟ แคนเซอร์ (ละติจูด 23 องศา  30 ลิปดาเหนือ) กับ เส้นทรอปิกออฟแคบริคอน  ละติจูด 23 องศา  30 ลิปดาใต้ แสงอาทิตย์สามารถส่องตั้งฉากบนพื้นโลกบริเวณเขตนี้ได้ มีโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะอยู่เหนือศีรษะได้ 2 ครั้งในหนึ่งปี พื้นที่เขตนี้จึงรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้มากกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลก
2. เขตอบอุ่น  temperate zone  เป็นลักษณะภูมิอากาศระหว่างเขตร้อนและเขตหนาวมีอยู่ 2 บริเวณ ตั้งแต่เส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ Tropic of Cancer  ละติจูด 23 องศา  30 ลิปดาเหนือ  ถึง เส้นอาร์กติกเซอร์เคิล  Arctic Circle ละติจูด 66 องศา  30 ลิปดาเหนือ  และพื้นที่ตั้งแต่เส้นทรอปิกออฟแคบริคอน Tropic of Cabricorn ละติจูด 23 องศา 30 ลิปดาใต้ ถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle ละติจูด 66 องศา 30 ลิปดาใต้) แสงอาทิตย์ตกกระทบพื้นโลกเป็นมุมเฉียง แม้ว่าไม่มีโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะอยู่เหนือศีรษะ แต่ก็ยังได้รับแสงอาทิตย์ตลอดปี
3. เขตหนาว (frigid zone) มีอยู่ 2 บริเวณ ได้แก่ ดินแดนเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle ละติจูด 66  องศา  30 ลิปดาเหนือ) ขึ้นไปถึงขั้วโลกเหนือ และใต้เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle ละติจูด  66 องศา 30 ลิปดาใต้) ลงมาถึงขั้วโลกใต้ แสงอาทิตย์ตกกระทบพื้นโลกเป็นมุมลาด มีโอกาสได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงฤดูหนาวน้อยมาก

การแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกโดยใช้พืชพรรณธรรมชาติเป็นเกณฑ์กำหนด
นักชีววิทยาเชื่อว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืชคือภูมิอากาศ ตามความเชื่อของนักมานุษยวิทยาดังกล่าวได้นำพืชพรรณชาติมาจำแนกเขตภูมิอากาศโดยแบ่งออกเป็น 12 เขตดังนี้

  1. ป่าดิบชื้น tropical rain forest เป็นเขตภูมิอากาศที่มีป่าไม้อยู่ในเขตร้อนและมีฝนตกชุก ต้นไม้ลำต้นสูงใหญ่ พร้อมด้วยพรรณไม้เลื้อยนานาชนิด และที่พื้นดินมีพรรณไม้ชั้นล่างขึ้นหนาแน่นเป็นป่าทึบ เรียกว่า ป่าดิบ หรือ ป่าดิบชื้น บริเวณที่มีภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น มักปรากฏอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรลากผ่านหรือบริเวณด้านหน้าที่ได้รับลมสินค้า ได้แก่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ลุ่มแม่น้ำคองโก ทางตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ ตอนใต้ของแอฟริกาตะวันตก หมู่เกาะอินดีสตะวันตก ตะวันออกของอเมริกากลาง เกาะบบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย หมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย ชายฝั่งตะวันออกของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
  2. ป่ามรสุม monsoon forest เป็นเขตภูมิอากาศที่มีป่าไม้ที่ขึ้นในบริเวณที่มีฤดูแล้งและฤดูฝนสลับกันอย่างเด่นชัดอย่างละ 6 เดือน ในหนึ่งปี บริเวณที่อยู่ในเขตป่ามรสุม เช่น อินเดีย เอชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย
  3. ป่าละเมาะไม้หนาม  scrub and thorn forest  เป็นเขตที่มีภูมิอากาศที่มีป่าไม้ ประเภทไม้พุ่มเตี้ยมีหนาม ซึ่งปรากฏในเขตแห้งแล้งที่อาจมีต้นไม้สูงขึ้นปะปนบ้างเป็นหย่อม ๆ เช่น  ในรัฐควีนส์แลนด์ของประเทศออสเตรเลีย
  4. ป่าเมดิเตอร์เรเนียน  mediterranean scrub เป็นเขตภูมิอากาศที่มีป่าไม้ ประเภทไม้พุ่มเตี้ยมีหนามเปลือกหนาขึ้นสลับกับทุ่งหญ้า เขตภูมิอากาศแบบนี้จะพบได้บริเวณตอนกลางของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนใต้ของทวีปยุโรปติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐออสเตรเลียตะวันตก ตอนใต้ของรัฐออสเตรเลียใต้ ตอนกลางของประเทศ ชิลี เมืองเคปทาวน์ ในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
  5. ป่าไม้ใบกว้าง  broadleaf forest  เป็นเขตภูมิอากาศที่ประกอบด้วยป่าไม้ที่มีไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง ใบกว้าง และใบไม้จะผลัดใบในช่วงปลายฤดูร้อนซึ่งมีอากาศแห้งแล้ง  เขตภูมิอากาศแบบนี้จะพบได้บริเวณที่ราบ ที่ราบภาคกลางและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของทวีปอเมริกาเหนือ
  6. ป่าสน หรือ ป่าไทกา coniferous forest เป็นเขตภูมิอากาศที่มีพืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าสน ใบแหลม เป็นป่าไม่ไม่ผลัดใบ มักมีน้ำท่วมขังบริเวณโคนต้นในฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากหิมะเริ่มละลาย บริเวณที่พบป่าไม้ประเภทนี้ ได้แก่ ทางตอนเหนือของรัสเซีย ทวีปยุโรป ภาคเหนือของแคนาดา ทวีปอเมริกาเหนือ ภาคเหนือของทวีปเอเชีย
  7. ทุ่งหญ้าสะวันนา  savanna เป็นภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน tropical grassland ภูมิอากาศแบบนี้จะพบในเขตร้อนที่มีปริมาณน้ำฝนน้อย พืชบริเวณนี้เป็นหญ้ายาวและมีไม้พุ่มขึ้นปะปนอยู่บ้าง พบได้ในทุ่งหญ้ายานอส ลุ่มแม่น้ำโอริโนโค ทุ่งหญ้าแกมปอส บนที่ราบสูงบราซิล ของทวีปอเมริกาใต้ ตอนกลางของทวีปแอฟริกา ทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย  ทางตะวันตกของอเมริกากลาง บางแห่งของเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และประเทศไทย
  8. ทุ่งหญ้าแพรรี prairie เป็นภูมิอากาศที่มีพืชพรรณธรรมชาติเป็นหญ้ายาว ในเขตอบอุ่น ซึ่งไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่เพราะฝนตกน้อย พบได้บริเวณที่ราบใหญ่ภาคกลางทวีปยุโรป ที่ราบเชิงเขาร็อกกีถึงเกรตเลก บริเวณแอลเบอร์ตา มานิโทบา ซัสแกตเชวัน ของแคนนาดา ทุ่งหญ้าแพรรีของสหรัฐอเมริกา ทุ่งหญ้าดาวน์ ประเทศออสเตรเลีย ทุ่งหญ้าปัมปา ทวีปอเมริกาใต้  
  9. ทุ่งหญ้าสเตปป์ steppe เป็นภูมิอากาศที่มีพืชพรรณธรรมชาติแบบทุ่งหญาสั้น ปรากฏในเขตอบอุ่นที่มีฝนตกน้อย พบบริเวณตอนกลางทางตะวันตกและตอนเหนือของทะเลสาบแคสเปียน ทวีปยุโรป ไปจนถึงตอนใต้ของไซบีเรีย ทวีปเอเชีย
  10. ไม้พุ่มทะเลทราย desert shrub เป็นเขตภูมิอากาศที่มีทุ่งหญ้าและไม้พุ่มชายขอบทะเลทรายประกอบด้วยหญ้าใบแข็ง แหลม และพืชมีหนามที่ทนความแห้งแล้งได้จำพวกกระบองเพชร cactus บริเวณที่ปรากฏ ภูมิอากาศแบบนี้ ได้แก่ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ภาคเหนือของเม็กซิโก ภาคเหนือของแอฟริกา ภาคใต้ของทวีปอเมริกาใต้
  11. ทุนดรา tundra เป็นเขตภูมิอากาศที่มีพืชพรรณธรรมชาติ จำพวกพืชขนาดเล็ก เช่น ไลเค็น lichen มอสส์ moss  ตะไคร่น้ำ บริเวณที่พบ ได้แก่  ชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกตอนเหนือของยุโรปถึงเอเชีย บริเวณอ่าวฮัดสัน ชายฝั่งรอบเกาะกรีนแลนด์ เกาะแบฟฟิ่น ทวีปอเมริกาเหนือ
  12. พืดน้ำแข็ง ice cap เป็นบริเวณที่ไม่มีพืชพรรณธรรมชาติเจริญเติบโตได้เลย เพราะพื้นดินถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดเวลา พบได้บริเวณ กลางเกาะกรีนแลนด์  หมู่เกาะทางตอนเหนือของแคนาดา ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปแอนตาร์กติกา บริเวณขั้วโลกใต้                        

การแบ่งเขตภูมิอากาศของโลกโดย ดร. วลาดิเมียร์   เคิปเปน  Wladimir  K?ppen 
วลาดิเมียร์ เคิปเปน เป็นนักภูมิอากาศวิทยาชาวเยอรมัน-รัสเซีย ที่ได้เสนอไว้ ในปี คศ. 1900 เคิปเปนได้แบ่ง เขตภูมิอากาศ บนพื้นผิวโลก ระบบของเคิปเปน มีรูปแบบภูมิอากาศหลักอยู่ 5 แบบ อ้างอิงจากค่าเฉลี่ยรายเดือนและรายปีของอุณหภูมิและปริมาณน้ำจากอากาศ (หยาดน้ำฟ้า : precipitation) เช่น ฝน หิมะ ลูกเห็บ เป็นต้น ซึ่งอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนประจำเดือน-ประจำปีของท้องถิ่นต่างๆ มีอิทธิพลต่อพืชพรรณธรรมชาตินำมาเป็นเกณฑ์ในการจำแนกภูมิอากาศแต่ละรูปแบบ  โดยใช้สัญลักษณ์เป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ ดังนี้
A  หมายถึง ภูมิอากาศเขตร้อน tropic climate  อุณหภูมิเฉลี่ยทุกเดือนสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส ไม่มีฤดูหนาว ปริมาณน้ำฝนสูงกว่าการระเหย
B  หมายถึง ภูมิอากาศเขตแห้งแล้ง dry climate   การระเหยมีมากกว่าความชื้นที่ได้รับ เป็นเขตที่ไม่มีต้นน้ำลำธาร
C  หมายถึง ภูมิอากาศเขตอบอุ่น warm temperate climate  อุณหภูมิของเดือนที่หนาวที่สุดต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส แต่ไม่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส เป็นเขตที่มีทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว
D  หมายถึง ภูมิอากาศเขตหิมะ snow climate  อุณหภูมิของเดือนที่หนาวที่สุดต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่ร้อนที่สุดสูงกว่า 10  องศาเซลเซียส
E  หมายถึง ภูมิอากาศเขตขั้วโลก  polar climate  อุณหภูมิของเดือนที่ร้อนที่สุดต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส  เป็นเขตที่ไม่มีฤดูร้อน
H  หมายถึง ภูมิอากาศแบบที่สูง highland climate  ปรากฏได้ในทุกเขตตั้งแต่ละติจูดต่ำถึงละติจูดสูง ลักษณะอากาศเปลี่ยนแปลงตามความสูงของพื้นที่และที่ตั้งตามละติจูด
ตัวอักษร ภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่ 5 ตัว A, B, C, D, E, เป็นตัวอักษรหลักในการกำหนดเขตภูมิอากาศและยังมีอักษรตัวที่สองและสามใช้แสดงปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิประจำลักษณะภูมิอากาศแต่ละประเภทได้แก่
อักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่  
หมายถึง ภูมิอากาศแบบแห้งแล้งเป็นทะเลทราย มีประมาณน้ำฝนเฉลี่ยน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี หรือ 10 นิ้วต่อปี
S   หมายถึง ภูมิอากาศแบบกึ่งแห้งแล้งเป็นทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย มีประมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 250 -500 มิลลิเมตรต่อปี หรือ 10-20 นิ้วต่อปี
T  หมายถึง ภูมิอากาศแบบขั้วโลก ฤดูร้อนสั้น อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่อบอุ่นที่สุดสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส แต่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิเฉลี่ย ลบ 18 องศาเซลเซียส ต่อ ปี ปริมาณน้ำฝน 250 -500 มิลลิเมตรต่อปี หรือ 10-20 นิ้วต่อปี
F  หมายถึง ภูมิอากาศแบบขั้วโลกเป็นทะเลทรายในเขตหนาวเย็น ปริมาณน้ำฝนน้อยมาก แต่การระเหยน้อยกว่าความชื้นที่ได้รับ ไม่มีเดือนใดอุณหภูมิสูงกว่า 0 องศาเซลเซียส
อักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก
   หมายถึง ลักษณะอากาศชื้นมีฝนตกตลอดทั้งปี ปริมาณฝนแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 60 มิลลิเมตร
w   หมายถึง ลักษณะอากาศฝนไม่ตกในฤดูหนาว  ในฤดูหนาวอากาศแห้งแล้ง
m   หมายถึง ลักษณะอากาศมีปริมาณน้ำฝนมากเมื่อได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม มีฤดูแล้งสลับ 2-3 เดือนในหนึ่งปี
s     หมายถึง ลักษณะอากาศฝนไม่ตกในฤดูร้อน ในฤดูร้อนอากาศแห้งแล้ง
a    หมายถึง ลักษณะอากาศเดือนที่ร้อนที่สุดมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 22 องศาเซลเซียสและอย่างน้อย 4 เดือนอุณหภูมิต้องสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส
  หมายถึง ลักษณะอากาศเดือนที่อบอุ่นที่สุดมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 22 องศาเซลเซียสและอย่างน้อย 4 เดือนอุณหภูมิต้องสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส 
c    หมายถึง ลักษณะอากาศอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดสูงกว่า -38 องศาเซลเซียส และใน 1 ปี มีเดือนทีมีอุณหภูมิสูงกว่า 10 องศาเซลเซียส น้อยกว่า  4 เดือน
d    หมายถึง ลักษณะอากาศอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่หนาวที่สุดต่ำกว่า -38 องศาเซลเซียส
h   หมายถึง ลักษณะอากาศที่มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิตลอดปีเท่ากับ 18 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า
k   หมายถึง ลักษณะอากาศที่มีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิตลอดปีต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส
เมื่อนำตัวอักษรมาประกอบกันจะได้ภูมิอากาศของโลกดังนี้
เขตภูมิอากาศของโลกอาจจำแนกเขตภูมิอากาศตามระบบเคิปเปนได้ ดังนี้
            1.  แบบ A  ภูมิอากาศเขตร้อน (Tropical climate) ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้ คืออุณหภูมิเฉลี่ยของทุกเดือนจะไม่ต่ำกว่า 64.4 องศาฟาเรนไฮต์ (18 องศาเซลเซียส) มีปริมาณน้ำฝนมากและมีฝนรายปีเกินปริมาณน้ำที่ระเหยขึ้นไป ภูมิอากาศแบบนี้ไม่มีฤดูหนาว ภูมิอากาศแบบ A นี้ยังแบ่งได้อีกเป็น 3 แบบ ได้แก่ Af, Am, Aw
1.1  ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น หรือ ภูมิอากาศแบบร้อนชื้นฝนชุก (Tropical rain forest climate) Af ลักษณะอากาศชื้นตลอดเวลา มีฝนตกสม่ำเสมอและอุณหภูมิสูงตลอดปี ไม่มีเดือนใดที่ฝนต่ำกว่า 60 มิลลิเมตร
1.2  ภูมิอากาศร้อนชื้นแถบมรสุม (Tropical monsoon climate)  Am มีลักษณะอากาศชื้นแตกต่างกันตามอิทธิพลของลมมรสุม ภูมิอากาศแบบนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม จึงทำให้มีระยะเวลาที่ฝนตกหนักและฝนตกน้อยตามอิทธิพลของลมมรสุม
1.3 ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา (Tropical savanna climate) Aw ลักษณะอากาศชื้นกับแล้งสลับกันชัดเจน มีชื่อเฉพาะว่า สะวันนา (savanna) ภูมิอากาศแบบนี้แตกต่างจากภูมิอากาศแบบชื้นตลอดเวลา เพราะมีน้ำฝนตลอดปีน้อยกว่า จึงทำให้มีทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง
             2.   แบบ B  ภูมิอากาศแบบแห้งแล้ง (Dry climate) ลักษณะภูมิอากาศแบบ B คือการระเหยของน้ำจะมีมากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา ภูมิอากาศแบบนี้แบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ BW, BS
2.1 แบบทะเลทราย (desert climate) BW อากาศแห้งแล้ง ฝนตกน้อย มีปริมาณน้ำฝนตลอดปีต่ำกว่า 250มิลลิเมตร มีสองชนิด คือทะเลทรายในเขตร้อน BWh และทะเลทรายในเขตอบอุ่น BWk
2.2 แบบทุ่งหญ้าสเตปป์ (steppe climate) BS ลักษณะอากาศเป็นแบบกึ่งแห้งแล้ง มีปริมาณน้ำฝนตลอดปีประมาณ 250 - 500มิลลิเมตร มีสองชนิด คือภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายในเขตร้อน BSh และภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายในเขตอบอุ่น BSk

            3. แบบ C ภูมิอากาศแบบอบอุ่นหรืออุณหภูมิปานกลาง (Warm temperate หรือ mesothermal climate) ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้ คือ เดือนที่หนาวเย็นที่สุดจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 64.4 องศาฟาเรนไฮต์ (18 องศาเซลเซียส) แต่จะไม่ต่ำกว่า 26.6 องศาฟาเรนไฮต์ (-3 องศาเซลเซียส) ภูมิอากาศแบบ C แบ่งได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ Cf,   Cw,  Cs
3.1 แบบกึ่งร้อนชื้น (Humid  subtropical climate) Cw  ลักษณะอากาศชื้น อุณหภูมิปานกลาง มีฝนตกมากในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศแห้งแล้งไม่มีฝนตก,  (Cwa, Cwb )
(Cwa = humid  subtropical winter dry)
ภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้น อากาศแห้งและฝนไม่ตกในฤดูหนาว ในฤดูร้อนอุณหภูมิค่อนข้างสูงมีฝนตก
(Cwb = humid  subtropical winter dry)
ภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้นฝน อากาศแห้งและฝนไม่ตกในฤดูหนาว ในฤดูร้อนอุณหภูมิค่อนข้างต่ำมีฝนตก
(Cfa =  Humid sobtropical without dry season , hot summer)
ภูมิอากาศกึ่งร้อนชื้นไม่มีอากาศแห้งแล้งอากาศร้อนในฤดูร้อนอุณหภูมิค่อนข้างสูง
พบได้ในเขตละติจูดกลาง ประมาณละติจูด 25 – 40 องศาทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ มักปรากฏทางชายฝั่งด้านตะวันออกของทวีป จึงเรียกภูมิอากาศชนิดนี้อีกอย่างหนึ่งว่า ภูมิอากาศแบบชายฝั่งตะวันออก (marine east coast climate) ได้แก่ ดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ดินแดนทางภาคตะวันออกของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทวีปแอฟริกา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของรัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาท์เวลส์ ทางภาคเหนือของประเทศอินเดียถึงตอนใต้ของจีน ภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลีและประเทศญีปุ่น
3.2  แบบชายฝั่งทะเลตะวันตก (Humid marine west coast climate)  Cf  ลักษณะอากาศชื้น มีอุณหภูมิปานกลาง สบายในฤดูร้อนและไม่หนาวเกิน ในฤดูหนาว มีฝนตกสม่ำเสมอตลอดปี ปริมาณน้ำฝนมากปานกลาง
(Cfb , Cfc = Humid marine west coast without dry season warm to cool summer)
ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตกไม่มีอากาศแห้งแล้ง อากาศอบอุ่นในฤดูร้อนอุณหภูมิปานกลาง อากาศอบอุ่นในฤดูหนาว
พบได้ในเขตละติจูดกลาง ประมาณละติจูด 25 – 40 องศาทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้อยู่บริเวณใกล้เคียงกับภูมิอากาศชายฝั่งตะวันออกแต่จะปรากฏอยู่ด้านชายฝั่งตะวันตกของทวีปทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ ได้แก่ บริเวณชายฝั่งตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป ทางตอนใต้ของคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ตอนใต้ของนอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ทางตะวันตกของเยอรมัน ในทวีปอเมริกาเหนือบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในมลรัฐบริติชโคลัมเบีย วอชิงตันและโอเรกอน ในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณทางตอนใต้ของประเทศชิลี ในทวีปแอฟริกาบริเวณ สาธารณะรัฐแอฟริกาใต้
3.3  แบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean climate) Cs ภูมิอากาศชื้น อุณหภูมิปานกลาง มีฝนตกในฤดูหนาวแห้งแล้งในฤดูร้อน ปริมาณน้ำฝนประมาณ 375 – 625 มิลลิเมตรต่อปี(Csa, Csb)
(Csa = mediterranean summer dry)
ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ฝนไม่ตกในฤดูหนาว อากาศร้อนจัดและแห้งแล้งในฤดูร้อนอุณหภูมิค่อนข้างสูง
(Csb = mediterranean summer dry)
ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ฝนไม่ตกในฤดูหนาว อากาศร้อนจัดและแห้งแล้งในฤดูร้อนอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ
            4. แบบ D ภูมิอากาศแบบอุณหภูมิต่ำ (Snow หรือ Microthermal climate) ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้ คือ เดือนที่หนาวเย็นที่สุดจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า  26.6 องศาฟาเรนไฮต์  (-3 องศาเซลเซียส) ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนที่ร้อนที่สุดจะสูงกว่า 50 องศาฟาเรนไฮต์ (10 องศาเซลเซียส) แบ่งเป็น 2 แบบคือ
4.1  แบบอุณหภูมิต่ำที่มีความชื้นตลอดปี (Humid  continental hot summer climate) Df มีฝนตกทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาวอากาศชื้นตลอดปี (Dfa, Dfb, Dfc, Dfd)
(Dfa = Humid  continental hot summer)
ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีปฝนตกเกือบตลอดทั้งปี อากาศร้อนในฤดูร้อน
(Dfb = Humid  continental warm summer)
ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีปฝนตกเกือบตลอดทั้งปี อากาศอบอุ่นในฤดูร้อน
(Dfc =  Subarctic cool summer)
ภูมิอากาศแบบกึ่งอารกติกหรือภูมิอากาศแบบไทกา ภูมิอากาศแบบหนาวชื้น ในฤดูร้อนอากาศเย็น
(Dfd  =  Subarctic varycool winter without dry season)
ภูมิอากาศแบบกึ่งอารกติก หรือ ภูมิอากาศแบบไทกา ภูมิอากาศแบบหนาวชื้น อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว

4.2  แบบอุณหภูมิต่ำที่มีความแห้งแล้งในฤดูหนาว (Humid  continental mild summer climate) Dw มีฝนตกในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศเย็นและไม่มีฝนตก (Dwa, Dwb, Dwc, Dwd)
(Dwa = Humid  continental hot summer)
ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีปฝนไม่ตกในฤดูหนาว อากาศร้อน ในฤดูร้อนอากาศร้อน
(Dwb = Humid  continental warm summer)
ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีปฝนไม่ตกในฤดูหนาว อากาศอบอุ่นในฤดูร้อน
(Dwc =  Subarctic cool summer)
ภูมิอากาศแบบกึ่งอารกติกหรือภูมิอากาศแบบไทกา ภูมิอากาศแบบหนาวชื้นฝนไม่ตกในฤดูหนาว ในฤดูร้อนอากาศเย็น
(Dwd =  Subarctic varycool winter, winter dry)
ภูมิอากาศแบบกึ่งอารกติก หรือ ภูมิอากาศแบบไทกา ภูมิอากาศแบบหนาวชื้น อากาศแห้งและหนาวจัดในฤดูหนาว
            5. แบบ E ภูมิอากาศแบบขั้วโลก (Polar climate) ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้ คือ ไม่มีเดือนใดที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 50 องศาฟาเรนไฮต์ (10 องศาเซลเซียส) แบ่งเป็น 2 แบบ คือ (ET, EF)
5.1 แบบทุนดรา (Tundra climate) ET มีฤดูร้อนช่วงเวลาสั้นมาก ฤดูหนาวอากาศหนาวมาก และหนาวนาน มีฝนตกในฤดูร้อนบ้างเป็นครั้งคราว
5.2 แบบเขตน้ำแข็งหรือแบบขั้วโลก (Ice cap climate) EF อากาศหนาวจัดมีน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี
            6.  แบบ H  ภูมิอากาศแบบที่สูง (Highland climate) เป็นภูมิอากาศในแนวตั้ง คือ ลักษณะภูมิอากาศที่ปรากฏตั้งแต่ที่ราบไปสู่ที่สูง หรือยอดเขา ภูมิอากาศแบบนี้ทั้งอุณหภูมิ ปริมาณฝน และพืชพรรณธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของพื้นที่และที่ตั้งตามละติจูด

 
 
Copyright By : Chalengsak Chuaorrawan Sainampeung School
186 Sukhumwit 22 Sukhumwit RD Khlongtoei Khlongtoei Bangkok Thailand
e-mail address : chalengsak.ch@hotmail.com
Tel; 089-200-7752 mobile
http://www.sainampeung.ac.th